การเก็บตัวอย่างเลือดเป็นขั้นตอนสำคัญในสถานพยาบาล ช่วยในการวินิจฉัย ติดตาม และรักษาโรคต่างๆ การเก็บตัวอย่างเลือดอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอุปกรณ์เก็บเลือดอุปกรณ์เก็บเลือดมีบทบาทสำคัญในการรับประกันผลลัพธ์ที่แม่นยำและเชื่อถือได้ พร้อมทั้งลดความไม่สบายตัวของผู้ป่วยให้น้อยที่สุด บทความนี้จะสำรวจอุปกรณ์เก็บเลือดต่างๆ ที่ใช้กันทั่วไปในสถานพยาบาลและห้องปฏิบัติการ รวมถึงเข็มและกระบอกฉีดยา เข็มเจาะเลือด หลอดเก็บเลือด ถุงเก็บเลือด และเข็มผีเสื้อ เราจะกล่าวถึงการใช้งาน ข้อดี และเหตุผลที่เลือกใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในสถานการณ์ต่างๆ
1. เข็มและกระบอกฉีดยา
วิธีใช้งาน:
เข็มและกระบอกฉีดยาเป็นอุปกรณ์เก็บเลือดที่ใช้กันทั่วไปในวงการแพทย์ โดยส่วนใหญ่ใช้สำหรับการเจาะเลือด (การดูดเลือดจากเส้นเลือด) กระบอกฉีดยาจะต่อเข้ากับเข็ม ซึ่งจะถูกสอดเข้าไปในเส้นเลือดของผู้ป่วยเพื่อเก็บตัวอย่างเลือด
ข้อดี:
หาซื้อได้ง่าย: เพราะมีราคาไม่แพงและใช้งานง่าย
มีหลายขนาดให้เลือก: เข็มฉีดยามีหลายขนาด ทำให้เหมาะสำหรับปริมาณเลือดที่ต้องการเก็บแตกต่างกัน
ความแม่นยำ: ช่วยให้ควบคุมปริมาณเลือดที่เก็บได้อย่างแม่นยำ
ความอเนกประสงค์: สามารถใช้ได้ทั้งสำหรับการเก็บตัวอย่างเลือดและการฉีด
ความไม่สบายตัว: สามารถปรับขนาดและเทคนิคการใช้เข็มเพื่อลดความเจ็บปวดได้
2. เข็มเจาะ
วิธีใช้งาน:
เข็มเจาะเลือดเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กและแหลมคม ใช้สำหรับเก็บตัวอย่างเลือดจากเส้นเลือดฝอย โดยทั่วไปจะเจาะที่ปลายนิ้วหรือส้นเท้าในทารกแรกเกิด เข็มเจาะเลือดใช้เป็นหลักในการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ก็สามารถใช้สำหรับการทดสอบอื่นๆ ที่ต้องการปริมาณเลือดน้อยได้เช่นกัน
ข้อดี:
ปริมาณเลือดน้อย: เหมาะสำหรับการทดสอบที่ต้องการเลือดเพียงหยดหรือสองหยด (เช่น การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด)
ใช้งานง่าย: ใช้งานง่ายและไม่ต้องใช้เวลาฝึกอบรมมากนัก
ความสะดวกสบาย: เข็มเจาะเลือดได้รับการออกแบบมาเพื่อลดความไม่สบายตัวของผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทดสอบที่ทำบ่อยครั้ง เช่น การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด
ได้ผลลัพธ์รวดเร็ว: เหมาะสำหรับใช้ในการทดสอบ ณ จุดดูแลผู้ป่วย ซึ่งให้ผลลัพธ์ทันที
วิธีใช้งาน:
หลอดเก็บเลือด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า แวกคิวเทนเนอร์ คือหลอดแก้วหรือพลาสติกที่ใช้เก็บเลือดจากการเจาะเส้นเลือดดำ โดยจะปิดผนึกด้วยจุกยาง และมักมีสารเติมแต่งเฉพาะอยู่ภายใน
(เช่น สารต้านการแข็งตัวของเลือด สารกระตุ้นการแข็งตัวของเลือด) เพื่อป้องกันการแข็งตัวของเลือดหรือรักษาสภาพตัวอย่างจนกว่าจะทำการทดสอบ
ข้อดี:
มีสารเติมแต่งหลากหลายชนิด: มีให้เลือกใช้พร้อมสารเติมแต่งที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะกับการทดสอบเฉพาะด้าน (เช่น EDTA สำหรับการทดสอบทางโลหิตวิทยา โซเดียมซิเตรตสำหรับการศึกษาการแข็งตัวของเลือด)
ปลอดภัยและมั่นใจได้: ระบบสุญญากาศช่วยให้มั่นใจได้ว่าปริมาณเลือดที่ดูดออกมานั้นถูกต้อง และลดการสัมผัสกับเลือด
การทดสอบหลายอย่าง: การเก็บตัวอย่างเลือดเพียงครั้งเดียวสามารถให้เลือดเพียงพอสำหรับการทดสอบหลายประเภท
4. ถุงเก็บเลือด
วิธีใช้งาน:
ถุงเก็บเลือดส่วนใหญ่ใช้ในกรณีการบริจาคเลือดปริมาณมาก หรือเมื่อปริมาณเลือดที่ต้องการมีมากกว่าที่หลอดเก็บเลือดทั่วไปจะรับได้ ถุงเหล่านี้มักใช้ในธนาคารเลือดและสำหรับการเก็บเลือดเพื่อการรักษา เช่น การแยกพลาสมา
ข้อดี:
ปริมาณที่มากกว่า: สามารถเก็บเลือดได้มากกว่าหลอดเก็บเลือดแบบทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
ถุงเลือดแบบหลายช่อง: ถุงเลือดบางชนิดมีช่องแยกส่วนประกอบต่างๆ ของเลือด (เช่น พลาสมา เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด) สำหรับการรักษาเฉพาะทาง
ความสะดวกในการขนส่ง: ลักษณะที่ยืดหยุ่นของกระเป๋าทำให้สามารถจัดเก็บและขนส่งได้ง่าย
5. เข็มผีเสื้อ
วิธีใช้งาน:
เข็มผีเสื้อ หรือที่รู้จักกันในชื่อชุดเข็มให้สารน้ำแบบมีปีก ใช้สำหรับเก็บเลือดจากเส้นเลือดที่เข้าถึงยาก เช่น เส้นเลือดขนาดเล็ก หรือเส้นเลือดในผู้ป่วยเด็กหรือผู้สูงอายุ
เข็มจะติดอยู่กับ "ปีก" ที่ยืดหยุ่นได้ ซึ่งช่วยให้เข็มมีความเสถียรในระหว่างการใช้งาน
ข้อดี:
ความสบาย: การออกแบบช่วยลดความเจ็บปวดและความไม่สบาย โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีเส้นเลือดไวต่อความรู้สึก
ความแม่นยำ: เข็มผีเสื้อช่วยให้ควบคุมและเข้าถึงเส้นเลือดได้แม่นยำยิ่งขึ้น
ความยืดหยุ่น: เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการให้สารละลายทางหลอดเลือดในระยะสั้น หรือการเจาะเลือดเพื่อตรวจ
เป็นมิตรกับผู้ป่วย: เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยเด็กหรือผู้สูงอายุ เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงจากการเจาะเส้นเลือดและลดการบาดเจ็บให้น้อยที่สุด
บทสรุป
การเลือกอุปกรณ์เก็บเลือดที่เหมาะสมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสะดวกสบาย ความปลอดภัยของผู้ป่วย และความถูกต้องแม่นยำของผลการวินิจฉัย อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เข็มฉีดยา เข็มเจาะเลือด เป็นต้นและเข็มผีเสื้อเป็นที่นิยมเนื่องจากใช้งานง่ายและเชื่อถือได้ ในขณะที่หลอดและถุงเก็บเลือดมีคุณสมบัติเพิ่มเติมสำหรับการจัดการตัวอย่างขนาดใหญ่หรือข้อกำหนดทางคลินิกเฉพาะ
การเข้าใจความแตกต่างระหว่างอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเลือกตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดตามความต้องการของผู้ป่วยและการทดสอบที่กำลังดำเนินการอยู่
วันที่เผยแพร่: 5 กุมภาพันธ์ 2568











